วันอาทิตย์, 1 กุมภาพันธ์ 2569

อสม.ยืนยันไม่ผิด ตามผู้แจ้งหมิ่นประมาดพาดพิงว่าลูกสาวอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโควิด – 19

     ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ ชาวบ้านรายหนึ่งที่บ้านจ้อก้อ ต.หน่อม อาจสามารถ ร้อยเอ็ด แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หน่อม อาจสามารถ ดำเนินคดีกับ อสม.ทองเกตุ วินทะไชย อายุ58ปี ในข้อหาพาดพิงถึงลูกสาวที่มีอาการไข้ มีน้ำมูก หลังจากใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิดในหมู่บ้าน ที่เดินทางกลับมาจาก.มหาสารคาม โดย อสม.เตือนว่าควรจะเข้ารับการตรวจเพื่อความแน่ใจ และเตือนเพื่อนบ้าน ให้ระมัดระวัง ทำให้เกิดความไม่พอใจ เข้าพบ ผญบ.เรียกมาพบเท่อเรียกเงินค่าเสียหาย ไม่สำเร็จ จริงแจ้งความกับ ตร.สภ.หน่อม เพื่อเรียกเงิน แต่ อสม.ปรึกษา ผู้บังคับบัญชาแล้ว มั่นใจว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่ซึ่งไม่เป็นความผิด และยอมไม่จ่ายให้ตามที่ต้องการ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.64  นายบุญเพ็ง ยอดบุญมา ผอ.สบส.เขต 7 ขอนแก่น พร้อมด้วยนางพัชรา  ชมภูวิเศษ  ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด และดูแลงาน อสม.จังหวัด นายทวีศักดิ์ ลุนนี นักวิชาการสาธารณสุข-นักกฎหมาย นายไชยา โชกะตะ ประธาน อสม.อำเภออาจสามารถลงพื้นที่ ให้กำลังใจแก่ อสม.ทองเกตุ วินทะไชย อายุ58ปี ที่ถูกร้องเรียนจากการปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงานควบคุมโรค  ที่ถูกแจ้งจับกล่าวหาว่าเปิดเผยข้อมูลอันทำให้เสียหาย  และเข้าพบ ผญบ..เพื่อเจรจาเรียกร้องค่าเสียหาย 5000 บาทไม่สำเร็จและเข้าแจ้งความกับตำรวจยืนยันจะเรียกเงินค่าเสียหาย ถึงที่สุด    ซึ่งคณะที่เดินทางไปนอกจากจะให้กำลังใจแล้ว ยังมอบเครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดแก่ อสม.เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานคัดกรองโรคในบ้านจ้อก้อ พร้อมให้คำปรึกษา แนวทาง การทำหน้าที่เฝ้าระวังคัดกรองCOVID-19 แก่ อสม.ที่ถูกต้องให้ปฏิบัติด้วย

(7 พ.ค.64) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ สำนักงานสาธารฯสุขจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าพบนางพัชรา  ชมภูวิเศษ ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด  /หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ดูแลงาน อสม.จังหวัดร้อยเอ็ดกว่า 3 หมื่นคน กล่าวว่า   จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว  ยืนยันว่าการทำงานของ อสมงที่ถูกแจ้งความเรียกเงิน ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่นอกเหนือหน้าที่ ผู้ช่วยพนักงานควบคุมโรคซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงในการเฝ้าระวังควบคุมโรค ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าระวัง ควบคุม ตักเตือน แนวทางการปฏิบัติให้กับบุคคลที่สุ่มเสี่ยง ให้เข้ารับการตรวจอาการ เพื่อควบคุมสถานการณ์ และแนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องปลอดภัยให้กับประชาชนในหมู่บ้านที่รับผิดชอบ ซึ่งอสม.ดังกล่าวยืนยันว่าแค่ตักเตือนผู้ปกครองผู้ที่มีอาการไข้ต้องสงสัย ให้เข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อความปลอดภัย เป็นการบอกกล่าวด้วยวาจา และเตือนชาวบ้านอย่าเพิ่งเข้าใกล้ จนกว่าตรวจสอบว่าไม่ผิดแล้ว แต่กลับโดนแจ้งความ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งหากยังยืนยันว่าจะเอาเรื่องเรียกเงินค่าเสียหาย ก็พร้อมที่จะดูแล และให้ฝ่ายกฏหมายและนิติกร เข้าไปตรวจสอบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าเข้าข่ายผิดหรือไม่  และหากต้องจ่ายเงินค่าเสียหาย ก็พร้อมมที่จะช่วยเหลือ เพราะมรสมาคมอสม.ที่พร้อมจะดูแลอยู่แล้ว

   ในขณะ นักวิชาการสาธารณสุข-นักกฎหมาย (นิติกร) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงแล้ว ไม่น่าจะเข้าข่ายกระทำความผิดหรือละเมิด ผู้ใด เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ในการตักเตือนเฝ้าระวัง และตักเตือน ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดการเฝ้าระวัง ของกระทรางสาธารณสุข ในนามคณะกรรมการควบคุมโรค ที่ผู้ป่วย หรือต้องสงสัย จะต้อปฏิบัติตาม และเป็นการบอกกล่าวตักเตือนกันในชุมชน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยเท่านั้น หากมีการยืนยันจะแจ้งความดำเนินคดี ฟ้องร้องเรียเงิน โดยไม่ถูกต้อง  ทาง อสม.ก็สามารถที่จะแจ้งความกลับ และดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือฟ้องกลับได้ มีความผิด ฝ่าฝืน พรบ.ควบคุมโรคได้ ซึ่งก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

    ล่าสุด ในช่วงเช้าวันนี้ (7 พ.ค.64) ตำรวจ สภ.หน่อม อ.อาสามารถ ได้เชิญทั้ง 2 ฝ่ายเข้าไปพูดคุยเพื่อไกล่เกลี่ยและสร้างความเข้าใจ ในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งได้ข้อสรุป ไปในทางที่ดี ยินยอมถอนแจ้งความ และจบลงด้วยดี

//////////////////////////////

โชติกา  ทวนชัยภูมิ/ภาพ/ข่าว

0956628047