วันจันทร์, 17 สิงหาคม 2569

“ใครกรนต้องรู้! มจธ. พัฒนา ‘หมอนรองคออัจฉริยะ’ สั่นเตือนก่อนคุณหยุดหายใจ”

“การกรน” เป็นสัญญาณของภัยเงียบที่ร้ายแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะคือเสียงเตือนของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea – OSA) ที่กำลังเป็นปัญหาด้านสุขภาพของคนทั่วโลก โดยเฉพาะเพศชาย อายุ 30 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือผู้ที่มีโครงสร้างทางเดินหายใจแคบ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านการนอนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงของ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และอุบัติเหตุจากการหลับใน ในประเทศไทยเอง งานวิจัยของ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประชากรไทยมากถึง 10–30% มีอาการนอนกรนในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานหรือแม้แต่วัยรุ่นที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดภาวะหยุดหายใจซ้ำซ้อนตลอดคืน โดยในกรณีที่รุนแรงอาจเกิดภาวะ “หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน” และเสียชีวิตได้

จากปัญหาเรื้อรังและการขาดเครื่องมือป้องกันที่ดี ดร.ปฏิยุทธ พรามแก้ว อาจารย์จากโครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และทีมวิจัย ได้ทำวิจัยเรื่อง “การออกแบบและพัฒนาหมอนรองคอต้นแบบในการตรวจจับเสียงกรนด้วยเทคนิคสมองกลฝังตัว สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการนอนกรน” ขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้

“สิ่งที่พวกเราทำคือการพัฒนานวัตกรรม ‘หมอนอัจฉริยะ’ เพื่อตรวจจับเสียงกรนและป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับในผู้ใช้ ผ่านเทคนิคสมองกลฝังตัว (Embedded System) ที่สามารถวิเคราะห์และจำแนกคลื่นเสียงได้อย่างแม่นยำ โดยระบบใช้อัลกอริทึมประมวลผลสัญญาณเสียงขั้นสูง ผสมผสานระหว่าง Digital Signal Processing (DSP) เช่น การวิเคราะห์สเปกตรัมความถี่ (FFT) และการกรองสัญญาณ (Filtering) ร่วมกับ Machine Learning Models ที่ผ่านการฝึกจากฐานข้อมูลเสียงจริง เพื่อคัดแยกเสียงกรนออกจากเสียงพูดหรือเสียงรบกวนอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำ

ด้วยเซนเซอร์ไมโครโฟนที่ตรวจจับเสียงและส่งข้อมูลเข้าสู่หน่วยประมวลผลแบบเรียลไทม์ ระบบจะวิเคราะห์คุณลักษณะของเสียง (Acoustic Features) เช่น ความถี่หลัก (Fundamental Frequency), ความเข้มเสียง (Amplitude), และรูปแบบคลื่น (Waveform Pattern) เพื่อจำแนกประเภทเสียงอย่างถูกต้อง เมื่อระบบตรวจพบเสียงกรนในระดับที่มีความเสี่ยง หมอนจะสั่งการให้มอเตอร์ขนาดเล็กสั่นเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนท่าทางการนอนหรือรู้สึกตัวเล็กน้อยโดยไม่ตื่นเต็มที่ เป็นการหยุดวงจรของภาวะหยุดหายใจก่อนจะรุนแรงจนเป็นอันตราย

2

นอกจากนี้ ระบบทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่บันทึกและแสดงสถิติการนอน ระดับความถี่ของการกรน และจำนวนครั้งที่มีการแจ้งเตือน เพื่อให้ผู้ใช้งานและบุคลากรทางการแพทย์นำข้อมูลไปวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ปฏิยุทธ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวถึงกลไกการทำงานของนวัตกรรมนี้

ดร.ปฏิยุทธ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมนี้เกิดขึ้นในห้องเรียนเมื่อ 5 ปีก่อนที่สอนเรื่อง IoT หรืออินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things กับการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบฝังตัว นักศึกษาเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะใช้องค์ความรู้ที่เรียนไปช่วยเหลือใครได้บ้าง? จึงเกิดเป็นหมอนเวอร์ชันแรกที่เป็นหมอนหนุนธรรมดาฝังเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงกรน พร้อมแอปพลิเคชันบันทึกข้อมูลการนอน แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อหมอนใบนั้นถูกนำไปจัดแสดงผลงานในนิทรรศการที่คณะจัดขึ้น แล้วมีผู้ชมงานคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยแล้วถามว่า อุปกรณ์นี้สามารถช่วยผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจระหว่างการเดินทางไกลได้หรือไม่?

“สิ่งนี้คือจุดพลิกผันของนวัตกรรมนี้ เพราะคนที่เข้ามาคุยวันนั้นคือคุณหมอจากโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนที่เห็นว่าหมอนของเราจะมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วย ถ้ามันสามารถใช้งานขณะเดินทางได้ด้วย จากหมอนหนุนธรรมดาจึงกลายเป็น ‘หมอนรองคออัจฉริยะ’ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสวมใส่ระหว่างเดินทาง เช่น บนเครื่องบิน รถทัวร์ หรือแม้แต่นอนที่บ้าน โดยสามารถตรวจจับเสียงกรนจากผู้ใช้แบบเรียลไทม์”

โครงการวิจัยนี้ได้รับรางวัลจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในงานประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนักวิจัยร่วมในทีม ได้แก่ ผศ.ดร.ฐิตาภรณ์ กนกรัตน รศ.ดร.มหศักดิ์ เกตุฉ่ำ ผศ.ดร.นฤมล ชูเมือง ดร.วรวุทธิ์ ยิ้มแย้ม และ ศ. ดร.ปณิตา วรรณพิรุณ นอกจากนี้หมอนรองคออัจฉริยะเมื่อนำไปจัดแสดงในเวทีระดับนานาชาติ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจากหลากหลายประเทศ โดยมีผู้สนใจสั่งซื้อและให้ราคาสูงถึง 20,000 บาท แม้จะยังอยู่ในสถานะต้นแบบก็ตาม

1

ในระยะต่อไป ทีมวิจัยมีแผนจะต่อยอดนวัตกรรมนี้ คือ การผลิตในเชิงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน โดยมุ่งให้ราคาขายไม่เกิน 2,000–3,000 บาท เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ การนำไปใช้ในระบบสาธารณสุข ทั้งในโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ โรงแรม และการพัฒนาเพิ่มเติมในเชิงเทคนิคและกฎหมาย เช่น การยื่นจดสิทธิบัตรทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถแสดงผลการนอนอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งสถิติการหลับลึก ระยะเวลาหยุดหายใจ และประวัติการใช้งาน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการวินิจฉัยทางการแพทย์

Info

ดร.ปฏิยุทธ กล่าวว่า เป้าหมายของทีมวิจัยไม่ใช่แค่การพัฒนานวัตกรรมให้สำเร็จในเชิงเทคนิค แต่คือการสร้างเครื่องมือที่ “เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” ด้วยต้นทุนที่คนทั่วไปจับต้องได้ เพราะเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ต้องตอบโจทย์ปัญหาของผู้คนให้ได้จริง ๆ
          สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการร่วมสนับสนุนงานวิจัยหรือการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่ Email: patiyuth.pra@kmutt.c.th, Tel.02-470-7600 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว/สนใจลงโฆษณาติดต่อ นิตยา สุวรรณสิทธิ์ 084-0323211-0628929797 ปกผู้สับสนุน2 Central Khonkaen Logo 03 2_07b2fa84021c11013.jpeg sm02.jpeg green-white-background06.jpeg 33333 cropped-kk0012-scaled-3.jpeg ลิงค์สำรองการฟังวิทยุออนไลน์ FM101.MHZ radio20766.gif


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
พม. จับมือ มจธ. และเครือข่ายคนพิการ จัดใหญ่ “ประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026)” ชูแนวคิด “Learning to Earning” ปั้นนวัตกรรมสร้างอาชีพ ทลายกรอบข้อจำกัด สู่สังคมเท่าเทียม
ไทย ชู NBF ฐานผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงของชาติ พร้อมยกระดับสู่ศูนย์กลางชีวเภสัชภัณฑ์อาเซียน
มจธ. ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่มันสำปะหลังยั่งยืน” ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ
Project Day 2026 รวมสุดยอดสิ่งประดิษฐ์วิศวกรรมและไอเดียสุดล้ำของเด็กวิศวะ มจธ.
นักวิจัย มจธ. ชี้ วิกฤตพลังงาน 2026 คือ “โอกาสและจุดเปลี่ยนสำคัญ” ของไทยที่ต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ
มจธ. แถลงข่าวโอกาสที่เท่าเทียมของคนพิการในตลาดแรงงาน ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2