วันอังคาร, 28 กันยายน 2564

ปิดตำนาน “อ้วนบาร์เบอร์” ร้านตัดผมตำนานคู่เมืองขอนแก่น กว่า 50 ปี หลังถูกโควิดพ่นพิษ นานเกือบ 2 ปี บางวันไม่มีลูกค้ามาใช้บริการแม้แต่รายเดียว

ปิดตำนาน “อ้วนบาร์เบอร์” ร้านตัดผมตำนานคู่เมืองขอนแก่น กว่า 50 ปี หลังถูกโควิดพ่นพิษ นานเกือบ 2 ปี บางวันไม่มีลูกค้ามาใช้บริการแม้แต่รายเดียว วอนรัฐบาลจริงจัง ชัดเจน แก้ไขวิกฤติโควิด ทั้งการรักษาและเศรษฐกิจ เพราะผู้ประกอบการเตรียมปิดกิจการอีกจำนวนมาก
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 25 ก.ค.2564 ที่ร้านอ้วนบาร์เบอร์ ชั้น 2 ศูนย์อาหารและบริการ 1 หรือคอมเพล็กซ์ มข. มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าหน้าที่ประจำร้าน รวมทั้งทีมช่างตัดผม ต่างช่วยกันจัดเก็บสิ่งของที่ใช้ในการตัดผม ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งลูกค้า ,กระจก,กรรไกร,ไดร์เป่าผมและบัตเตอเลี่ยนตัดผม รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ในการบริการลูกค้าในการตัดผมประเภทต่างๆของทางร้าน เพื่อเตรียมที่จะส่งมอบพื้นที่คืนให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามแผนการปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่ามกลางเพื่อนผู้ประกอบการและลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร ที่เมื่อทราบข่าวต่างทยอยกันมาให้กำลังใจกับทีมช่างตัดผม อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เนื่องจากร้านตัดผมแห่งนี้เปิดให้บริการ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาเกือบ 50 ปี


นายวิเชียร ภูมิบ้านค้อ หรือลุงอ้วน อายุ 70 ปี เจ้าของร้านอ้วนบาร์เบอร์ กล่าวว่า เป็นการตัดสินใจที่ยากมากในการที่จะปิดร้านตัดผมที่ตนเองและครอบครัวรัก เพราะเป็นอาชีพที่ทำมานานกว่า 50 ปี ส่งลูกจนจบมหาวิทยาลัย และเป็นร้านตัดผมคู่ จ.ขอนก่น และมหาวิทยาลัยขอนแก่น มาอย่างยาวนาน ซึ่งเดิมร้านอ้วนบาร์เบอร์ เปิดให้บริการที่ชั้น 1 ของศูนย์อาหารและบริการ 1 แห่งนี้ ให้บริการกับลูกค้า ทั้งในส่วนของคณาจารย์ นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ชั้น 2 เมื่อปี 2550 ตามแผนการบริหารจัดการพื้นที่ของ มข. แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ลูกค้าลดลงทุกวัน และยังต้องถูกคำสั่งปิดการให้บริการตามประกาศของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดและ ศบค. ซึ่งร้านก็เข้าใจและให้ความร่วมมือในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะก้าวผ่านวิกฤติเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันให้ได้โดยเร็ว


“ จำได้ว่าเมื่อมีคำสั่งคลายล็อค หลังการระบาดรอบแรก และร้านกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อช่วง ไตรมาส 3 ของปี 2563. ลูกค้ามายืนรอต่อคิวที่ร้านกันมากเพราะไม่ได้ตัดผมมานาน จำได้ว่ามากที่สุดในช่วงนั้นคือวันละประมาณ 80 คน ขณะที่ในวันปกติทั่วไปที่เปิดให้บริการคู่เมืองขอนแก่น และ มข. มานั้น จะอยู่มาวันละประมาณ 20-30 คน เพราะด้วยราคาตัดผมที่ไม่แพงมาก จากเริ่มต้นไม่กี่สิบบาท และวันนี้ยังคงราคาตัดผมที่ไม่แพงเกินไป คือนักศึกษา 70 บาท ประชาชนทั่วไป 80 บาท แต่พอมาระบาดระลอก 2 ต่อเนื่องระลอก 3 และระลอก 4 ในปัจจุบัน ร้านต้องปิดๆเปิดๆ ตามคำสั่งของภาครัฐ ขณะที่ลูกค้าก็ไม่กล้าออกจากบ้าน บางวันเปิดร้านไม่มีลูกค้ามาใช้บริการแม้แต่คนเดียว ร้านก็ต้องแบกรับภาระค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่ง มข.ก็ลดค่าเช่าให้บ้างแต่ก็ไม่มากนัก ซึ่งก็เข้าใจในสถานการณ์ แต่เมื่อเรารู้ตัวว่าเราไม่ไหว ก็อย่าฝืนดีกว่า เปิดร้านทุกวัน ขาดทุนทุกวัน และขาดทุนแบบนี้มาเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว เงินหมุนเวียนในร้านก็หมดไป ลูกค้าไม่มี สถาบันการเงินก็เข้าถึงได้ยากจึงตัดสินใจปิดกิจการทั้งน้ำตาและขอกลับไปอยู่บ้านตั้งหลักจะดีกว่า”


ลุงอ้วน บอกต่ออีกว่า ต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ใช้บริการร้านลุงอ้วนมานานกว่า 50 ปี เฉพาะร้านที่ตั้งอยู่ใน มข. ก็เกือบ 45 ปี ซึ่งร้านตัดผมแห่งนี้ถือเป็นร้านเก่าแก่ที่อยู่คู่กับเมืองขอนแก่นมานาน ลูกค้ามีทุกกลุ่ม ทั้งระดับอธิบดี,ผู้ว่าฯ,ดอกเตอร์,ผู้อำนวยการ,นายร้อย, นายพล ,นายพัน หากมาเรียนที่ มข. แทบทั้งหมดเป็นลูกค้าของร้านเกือบ70 % ดังนั้นจากนี้ไปไม่มีร้านลุงอ้วนบาร์เบอร์แล้ว เด็กๆหากได้กลับมาเรียนตามปกติ ก็ขอให้คิดถึงลุงอ้วนบ้างแม้ร้านจะปิด แต่ห้องก็ยังอยู่ ป้ายเก่าที่เด็กๆมาเขียนไว้เพื่อให้กำลังใจก็ขอติดไว้ที่ห้องเช่าแห่งนี้เพื่อระลึกถึงกัน ส่งต่อความคิดถึงซึ่งกันและกัน เพราะร้านไม่ไหวจริงๆ ขณะที่พนักงานของร้านก็จะต้องกระจายกันไปทำงานตามสภาพ บางคนกลับบ้าน บางคนขอสู้เปิดร้านต่อ และลุงอ้วนคงวางมือและกลับไปเลี้ยงหลานที่บ้าน เพราะอายุมากแล้ว แต่ก็รักในการตัดผมอยู่ก็อาจจะขอที่บ้านกลับมาเปิดร้านเล็กๆที่บ้านเพื่อทำงานที่รักมาทั้งชีวิตต่อไป อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกันที่ขาดสภาพคล่อง ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ และเตรียมที่จะปิดกิจการอีกจำนวนมาก


“ ขอให้ร้านตัดผมเล็กๆแห่งนี้เป็น 1ในตัวอย่าง ที่รัฐบาลจะต้องชัดเจนและจริงจัง และให้ความช่วยเหลือในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กให้ได้ เปิดโอกาสให้เข้าถึงเงินทุน เข้าถึงโครงการสวัสดิการของรัฐ จะคนละครึ่ง เราชนะ หรือ ม.33 กลุ่มร้านตัดผม หรือร้านเสริมสวย ก็ควรที่จะให้ร้านเหล่านี้ได้เข้าร่วมโครงการ หรือขยายการใช้สิทธิ์ให้ครอบคลุมกว่านี้ ซึ่งก็เข้าใจว่า รัฐยังต้องทำงานหนักทั้งการต่อสู้กับโรคและบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ แต่หากไม่ทำอะไรที่ชัดเจน ผู้ประกอบการอีกไม่น้อยก็เตรียมที่จะปิดกิจการลง คนก็จะตกงานมากขึ้นด้วย”

sXndME.png ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg sAyptI.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png