วันพฤหัสบดี, 24 กันยายน 2569

ขอนแก่น/เปิดเวทีประชุม ‘HIA Forum’ 2565ผนึกกำลัง ‘ท้องถิ่น-วิชาการ-ชุมชน’ร่วมขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพประชาชนยั่งยืน

09 ส.ค. 2022
1418

‘รมว.อนุทิน’ เปิดประชุมวิชาการการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ “HIA Forum” ปี 2565 ชูเป็นกลไกสำคัญตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ช่วยดูแลสุขภาพคนไทยตามหลักสิทธิมนุษยชน ด้านวงเสวนาตอกย้ำบทบาทท้องถิ่น ผนึกพลังทางวิชาการ ร่วมยกระดับพัฒนาสุขภาวะคนในสังคมได้อย่างยั่งยืน

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Forum) พ.ศ.2565ภายใต้หัวข้อ “HIA สู่การสร้างสังคมสมานฉันท์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในระหว่างวันที่ 8-9 ส.ค.2565ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษและเปิดการประชุม

นายอนุทินเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา15 ปีของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550ได้ทำให้เกิดนโยบายสาธารณะจากภาคประชาชนเข้ามาผลักดันการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศมากมาย รวมถึงกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือHealth Impact Assessment (HIA) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเกิดการสนับสนุนและดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม

“ต้องขอสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน HIA และเชื่อมั่นว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวมพลังสร้างเครือข่ายทางสุขภาพที่มีความสมานฉันท์ เพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของประชาชน และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป” นายอนุทิน กล่าว

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่าการประชุมHIA Forum ถูกจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ พร้อมพัฒนาศักยภาพของภาคีเครือข่ายและบุคลากรของหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การขับเคลื่อน HIA ของไทยมีการพัฒนาให้กว้างขวางมากขึ้น และเป็นโอกาสในการสนับสนุนการขับเคลื่อน หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2564 ซึ่ง คสช. ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนพ.ย.2564 ที่ผ่านมา ให้เกิดพลังผลักดันไปสู่การปฏิบัติผ่านการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายต่างๆ ต่อไปในอนาคต

สำหรับการจัดประชุมวิชาการนี้ มีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 1.เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ จากการปฏิบัติการ HIA และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทเรียนการดำเนินงานในระดับต่างๆ 2.เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการใช้ HIA ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติการในระดับต่างๆ 3.เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเครือข่าย HIA ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประสานงาน และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต

“ตลอดระยะเวลา 15 ปีของการขับเคลื่อน HIA ตามพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ HIA เติบโตขึ้นในสังคมไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ในการประเมินหรือคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งนโยบาย โครงการ หรือกิจกรรม รวมทั้งสร้างทางเลือกและประเมินทางเลือกในการลดผลกระทบทางลบ เพิ่มผลกระทบทางบวก อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่เป็นผลดีต่อสุขภาวะของผู้คนและสังคมในระยะยาว นับเป็นการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามพันธะที่ประเทศไทยมีต่อองค์การสหประชาชาติ” นพ.ประทีป กล่าว

ศ.ดร.วงศา เล้าหศิริวงศ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดHIA Forum กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคณะฯได้มีความร่วมมือกับสช. และเครือข่ายสถาบันวิชาการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Consortium) ทั้งในภาคอีสาน และภูมิภาคต่างๆ ในการร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อน HIA ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การจัดการงานวิจัย การสนับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ด้านการทำ HIA ตลอดจนส่งเสริมการนำกระบวนการHIA ไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ในระดับต่างๆ

ศ.ดร.วงศา กล่าวว่า การสนับสนุนการดำเนินงานHIA ที่ผ่านมา ได้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและมีหลายกรณีที่น่าสนใจ เช่น การศึกษาประเด็นการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล ร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ จนสามารถยกระดับเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดผลกระทบจากการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน ซึ่งได้นำเสนอต่อ คสช. ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาควิชาการในการใช้องค์ความรู้สนับสนุนการดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและชุมชน

“ผู้บริหารบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ จะเข้ามาร่วมเป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ โดยใช้ HIA เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบสุขภาพ และสร้างให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่
ม.ขอนแก่น ได้รับเกียรติจากภาคี HIA Consortium ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้” ศ.ดร.วงศา กล่าว

ขณะที่ นายกิตติพงษ์ เกิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้กล่าวในเวทีเสวนา เรื่อง “โอกาสและความท้าทาย: ทิศทางการขับเคลื่อน HIA ของหน่วยงาน ภาคียุทธศาสตร์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้หลักเกณฑ์ HIA ฉบับที่ 3” ระบุว่า ได้ประสานความร่วมมือ และบูรณาการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ในด้านบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยมุ่งไปที่ประเด็นการแก้ไขปัญหา 5 ด้าน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ด้านสาธารณสุข 2.ด้านการศึกษา 3.ด้านรายได้ของประชาชน 4.การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ และ 5.ด้านการเข้าถึงบริการของภาครัฐ ซึ่งทุกด้านจะให้ความสำคัญกับด้านสาธารณสุข เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต และสุขภาวะของประชาชนในทุกด้าน และงานด้านสาธารณสุขยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสถ.และของประเทศที่จะสร้างความมั่นคงทางสุขภาวะให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

“การแก้ปัญหาสุขภาพในชุมชน จะแก้ได้ตรงกับปัญหามากที่สุดก็ต้องเป็นประชาชนในพื้นที่ ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสช. มีแนวทางการขับเคลื่อนและมีเครื่องมือในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนตัดสินใจนโยบายต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน โดยในส่วนของ สถ. ยังได้ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ นำองค์ความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้สร้างความรอบรู้ให้กับประชาชน รวมถึงนำงานวิจัยไปสร้างประโยชน์ในด้านการดูแลการบริการสุขภาพของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม”  นายกิตติพงษ์ กล่าว

ด้านนายสมชายตู้แก้ว ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กล่าวว่า ทางกรมฯ ได้วางแนวทางการดูแลสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชน โดยใช้กลไกเชื่อมโยงการทำงานในระดับพื้นที่ ซึ่งวางยุทธศาสตร์ดูแลสุขภาพไว้ที่อปท. ที่เป็นหน้าด่านสำคัญของการดูแลประชาชน โดยกรมอนามัยทำหน้าที่สนับสนุนองค์ความรู้เพื่อไปดำเนินการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน

            “ในปี 2564 ที่ผ่านมา กรมอนามัยและสถ.ได้ขยายความร่วมมือและร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนทุกลุ่ม ทุกวัย และทุกท้องถิ่น โดยมีความร่วมมือเกิดขึ้นหลายด้าน อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนในท้องถิ่นด้วยกัน การร่วมกันพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพมากขึ้น รวมถึงพัฒนาความรู้ความเข้าใจของประชาชน” นายสมชาย กล่าว

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว-0628929797 DasKLf.jpg 8JER4J.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Dp1Qd0.png 2wk8Dt.jpg 2wcwIv.jpg


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สำนักบริการวิชาการ มข. รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “ผู้สนับสนุนด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)” ระดับดีมาก ตอกย้ำพันธกิจบริการวิชาการเพื่อสังคม
ส่งต่อพลังแห่งกีฬาสู่นักศึกษา มข. กลุ่ม Centrality ขอนแก่น โดยทาง ซูเปอร์สปอร์ต (Supersports) และศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น พร้อมด้วยบริษัทในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป มอบรองเท้ากีฬา จำนวน 1,045 คู่
สำนักบริการวิชาการ มข. ผนึกพลังเครือข่าย “จากการให้ สู่การสร้างคุณค่าร่วม” พัฒนาทักษะคนพิการ สร้างอาชีพ–รายได้ สู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
มข. จับมือ ออมสิน โชว์ผลงาน “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2569″ส่ง “ทีมคืนคิง” ชูนวัตกรรมผงฟู่สมุนไพร “คืนตัว” ยกระดับชุมชนบ้านดงกลาง
สำนักบริการวิชาการ มข. เปิดหลักสูตร “Notebook LM AI” พลิกโฉมการทำงานด้วย AI อย่างมีมาตรฐานและตรวจสอบได้
สำนักบริการวิชาการ มข. เดินหน้ายกระดับองค์กร ร่วมลงนามข้อตกลง OKRs ประจำปีงบประมาณ 2570 หนุนการศึกษาตลอดชีวิตและพัฒนาชุมชนด้วยโมเดล BCG