วันเสาร์, 2 กรกฎาคม 2565

รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรให้มีอาชีพอื่น นอกเหนือจากทำนา

    รมช.ประภัตร มอบ 70 วัว เตรียมตั้งธนาคารโค-กระบือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำเลี้ยงชีพให้เป็นอีกทางเลือกสร้างรายได้เสริม ให้เป็น 1 ในหลายแนวทาง ของการสร้างอาชีพทางเลือกตามนโยบายรัฐบาล ให้มีอาชีพอื่น ซึ่งหลากหลาย นอกเหนือจากทำนาอย่างเดียวแล้วเอาตัวไม่รอด เพราะสถานการณ์ราคาข้าวต่ำ

   ช่วงเช้า วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมลงพื้นที่ สนามหน้าเทศบาลตำบลสีแก้ว  ที่บ้าน สีแก้ว  ต.สีแก้ว อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด  ,นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด , ดร.เอกภาพ พลซื่อ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด และข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องด้านการฟื้นฟูอาชีพผู้ประสบภัย ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย นายปัญญา มูลคำกาเจริญ  ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว  ประมงจังหวัดร้อยเอ็ด และหัวหน้าส่วนราชการ จัดกิจกรรมพบปะประชาชน  2 ตำบล คือตำบลสีแก้ว และตำบล ปอภาร  อ.เมือง ร้อยเอ้ด  ก่อนที่จะเป็นประทาน ในการมอบโค 70 ตัว ให้กับเกษตรกร 2 ตำบล ตำบลละ 35 ตัว พร้อมปัจจัยการเลี้ยง-เวชพันธุ์การฟื้นฟูสุขภาพสัตว์  และ มอบพันธุ์หญ้า อาหารสัตว์ ให้กับประชาชน ตามโครงการธนาคาร โค-กระบือ  เพื่อการเกษตรตามพระราชดำริ  ที่ส่งเสริมโดยกระทรวงเกษตรและกรมปศุสัตว์

ซึ่งนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยโยบาย ของรัฐบาล ในด้านการส่งเสริมอาชีพของประชาชน ที่ไม่เน้นเพียงการทำการเกศตร ด้วยการทำนาแต่พียงอย่างเดียว  เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่า การทำนาอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันครอบครัวของเกษตรกรได้  ด้วย  ปัจจัยหลายๆด้าน  และที่สำคัญคือความไม่มมั่นคงทางด้านราคาข้าว ที่ไม่เพียงแต่แข้งขันกันในระดับประเทศ แต่ต้อง สร้างข้าวคุณภาพ เพท่อส่งแข็งขันตลาดโลก และประสบกับปัญหาผลผลิตมาก จนราคาตกต่ำ จนได้รับความเดือดร้อน  กับการไม่คุ้มทุน  รัฐบาลจึงจัดทำโครงการสร้างเสริมอาชีพ ให้เป็นทางเลือกเข้ามเสริมช่วยเหลือเกษตรกร  เช่นภาคเกษตร เสนอให้หันไปปลูกพืชอื่น เพื่อเป็นทางเลือก เช่นการปลูกพืชผัก และฟักทอง และพืชผักที่ถนัด ซี่งมีเกษตรจังหวัดเป็นพี่ เลี้ยง  ที่แม้แต่การเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งจังหวัดขอนแก่นประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ ได้มากกว่าการทำนา  

       ในขณะที่ กรมประมง ก็เข้ามากำกับดูแล ส่งเสริมการเลี้ยงปลา หรือแม้แต่การเลี้ยง กุ้งฝอย ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพ ที่เกิดรายได้สูง และตลาดมีความต้องการสูง  ให้สามารถยึดเป็นอาชีพ ที่สร้างรายได้เสริมได้ หรืออาจะเป็นอาชีพหลักได้ แต่ไม่ทิ้งการทำนาไว้กิน  แต่อย่างอาชีพอื่นสร้างรายได้แทน  ซึ่งจะสร้างความเป็นอยู่ และชีวิตที่ดีขึ้นได้

    ซึ่งทุกโครงการดังกล่าว หากต้องใช้ต้นทุนสูงรัฐบาลก็มีโครงการเงินให้ยืม ผ่าน ธกส. ถึง 31,000  ล้านบาท โดยให้ยืมเงิน  โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ ค้ำประกัน ให้ยืมได้รายละ 1 แสน บาท ด้วยการตั้งกลุ่มอย่างน้อย 3 คน ที่ต่างคนต่างค้ำประกันกันเอง ผ่านธกส. ได้ในวงเงิน  3  แสนบาท เพื่อใช้สอย หาก ธกส.พิจารณณาแล้วมีความเป็นไปได้ ในด้านการสร้างอาชีพที่มั่นคง ก็จะได้รับการอนุมัติ  ซึ่งโครงการทุกอย่าง ในวงเงิน 31,000  ล้านบาท ทั่วประเทศ  ทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแล ของ ผู้ว่าราชการ  ที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลในการตรวจสอบโครงการ ควบคุม ดูแล ด้านการดำเนินการทุกด้าน  เช่นจังหวัดร้อยเอ็ด ก็จะมี นายภูสิต สมจิตต์  ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นคนดำเนินการควบคุมโครงการต่างให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ชัดเจน ตามนโยบายรัฐบาล

นายทองแดง วิชัยกำจร  อายุ 67 บ.สีแก้ว อ.เมืองร้อยเอ็ด  จ.ร้อยเอ็ด ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่าในกติกาที่ทางกำนันผู้ใหญ่บ้านได้มาแจ้งกับลูกบ้านไว้ว่าให้ไปลงชื่อเพื่อที่จะได้รับวัวมาเลี้ยงครอบครัวละ 1 ตัวตามความพิจารณาของทางคณะกรรมการหรือผู้นำหมู่บ้านแต่ต้องอายุ 50 ปีลงมาสำหรับตนเองลงไม่ได้จึงให้ลูกชายเป็นคนลงซื่อ ในครอบครัวของตนก็มีการเลี้ยงวัวอยู่แล้ว 5 ตัวและในวันนี้ได้เพิ่มอีก 1 ตัวก็ดีใจมาก กติกาก็คือเรารับวัวมาเลี้ยง 1 ตัวก็มีการทำสัญญา 5 ปีหลังจากนั้นก็จะเป็นของเราแต่ในช่วงของ 1-5 ปี เราก็ต้องดูแลแม่วัวเป็นอย่างดีแต่ถ้าเกิดว่ามีลูกตัวแรกจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียก็ตามก็ต้องส่งคืนให้ไปทางโครงการหลังจากนั้นก็จะเป็นของเราแต่เราต้องดูแลแม่วัวให้เป็นอย่างดีภายใน 5 ปี ถ้าเกิดมีการตาย หรือการหายโดยเหตุประการใดก็ตามความรับผิดชอบต้องอยู่กับเกษตรกรซึ่งทางโครงการได้มีการประเมินไว้ตัวละหมื่นกว่าบาทที่เราต้องจ่ายในค่าเสียหายตรงนั้น

/////////////////////

โชติกา  ทวนชัยภูมิ//ภาพ/ข่าว

0956628047