วันศุกร์, 28 มกราคม 2565

กมธ.การศึกษา วุฒิสภา ตรวจเยี่ยม รร.สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 3 และเขต 1 การจัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียน พบวัคซีนที่ได้ในวันนี้ เพียง 36 %

        กมธ.การศึกษา วุฒิสภา ลงพื้นที่ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด  เขต 1 และเขต 3 และศูนย์จัดบริการฉีดวัคซีนวัคซีนโควิด – 19 (ไฟเซอร์) (อ.ธวัชบุรี – อ.โพนทอง))  ให้กับเด็กนักเรียน อายุ 12-17 ปี 11 เดือน  ซึ่งมีนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส และมัธยมศึกษา ซึ่งที่อำเภอโพนทอง คิดเป็นเปอร์เซ็นของนักเรียนที่ได้รับวัคซีน ในวันนี้ เพียง 36 %  คาดว่า1 พฤศจิกายนเปิดเรียนจริงก็จะต้องบริหารจัดการ การเรียนการสอนโดยยึดเป้าหมายคุณภาพชีวิตต้องให้ผู้เรียนนั้นปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด อย่างเคร่งคัด

     วันนี้ 14 ต.ค.64  เวลา 09.00 น. ดร. ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา พร้อมคณะ   เดินทางไป เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด  เขต 3  อ.โพนทอง สอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมให้แนวทางมาตรการ และการป้องกันเชื้อโควิด  19 ไม่ให้ระบาดในสถานศึกษา ในการจะเปิดภาคเรียนใหม่ การบริหารจัดการห้องเรียนด้วยระยะห่าง การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย แม้แต่การเดินทาง ในเรื่องของรถโดยสารรับส่งนักเรียนต้องหาทางปรับแก้ให้ได้

        เวลา 10.00 น. ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา เดินทางไปที่ ศูนย์บริการฉีดวัคซีนโควิด – 19  โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ได้มีนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด  เขต 3  และมัธยมศึกษา อ.โพนทอง มารับวัคซีนโควิด – 19 ด้านผู้บริหารโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา ที่ใช้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีนในวันนี้ ได้แจ้งให้ทราบว่า สถานศึกษาของตนได้รับจัดสรรวัคซีนเพียงแค่ 300 คนเท่านั้น ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนระดับชั้น ม.1 – ม.6 มีนักเรียน กว่า 2000 คน คิดเป็นเปอร์เซ็นเพียงแค่ 36 % ของนักเรียนทั้งหมด

     ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ได้เดินทางไปที่ โรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคม อ.ธวัชบุรี สังกัด เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด  เขต 1 ได้มีโรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนมัธยมศึกษา เข้ารับการฉีดวัคซีน ได้สอบถามไปยังผู้บริหารได้ทราบว่าการจัดสรรวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน ก่อนเปิดเรียนนี้

          ดร. ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะเปิดเรียนจะมีแนวทางนี่ปลอดภัยที่เราทำวิจัยค้นพบว่า ต้องมี 3 ภาคส่วนเข้ามาช่วยกันคือ กระทรวงมหาดไทย โดยผู้นำท้องที่ท้องถิ่นกำนันผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยทำการสกรีนคนเข้าคนออกในหมู่บ้าน   2 ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงสาธารณสุข ถ้าจังหวัดเราเป็น สสจ. รพ.สต.หรือ อสม ที่มาควบคุมโรคระบาดช่วยสถานศึกษาอบรมเรื่องรักษาระยะห่างล้างมือวัดไข้ สวมหน้ากากอนามัยตลอด ตลอดถึงเรื่องสาธารณสุขให้กับโรงเรียน  3  กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนหน้านี้กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจคนเดียว แต่ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการโดย เขตพื้นที่ประถมฯ /เขตมัธยมศึกษา/สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจะต้องร่วมมือกับสถานศึกษา ออกแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนปลอดภัย  เช่นเรื่องบรรยากาศห้องเรียนต้องโปร่ง มีอาศถ่ายเท   การรับประทานอาหารจะต้องหันหลังให้กัน ทางการแพทย์เขาบอกว่าโอกาสที่ผู้เรียนจะติดเชื้อมากที่สุดคือถอดหน้ากากทานข้าวด้วยกัน  พร้อมด้วยเน้นสวมหน้ากากอนามัย ให้มีจุดล้างมือ พร้อมสอนการล้างมือให้ถูกวิธี

      ทั้งนี้ผู้ปกครองที่มาคอยให้กำลังใจกับลูกๆ และนักเรียนที่มารับการฉีดวัคซีนวันนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเราต้องการที่จะเปิดรียนอย่างปลอดภัยต้องฉีดวัคซีน และอยากจะให้โรงเรียนได้เปิดเรียน  ได้เข้าห้องเรียน ทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนเดิมที่ผ่านมา

////////////

โชติกา ทวนชัยภูมิ/ภาพ/ข่าว

0956628047