วันพุธ, 29 กันยายน 2564

สถาบันสหสรรพศาสตร์ มทร.อีสาน จับมือ เรือนจำกลางคลองไผ่ นครราชสีมา พัฒนาโปรแกรมตรวจจับใบหน้าใช้ในเรือนจำ

15 ก.ย. 2021
148

สถาบันสหสรรพศาสตร์ มทร.อีสาน จับมือ เรือนจำกลางคลองไผ่ นครราชสีมา พัฒนาโปรแกรมตรวจจับใบหน้าใช้ในเรือนจำ

นายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ เปิดเผยว่า เรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ถือเป็นสถานที่ควบคุมพิเศษ ทำหน้าที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังคดียาเสพติดให้โทษ จัดการศึกษาอบรมพัฒนาปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรม พร้อมทั้งฝึกวิชาชีพแก่ผู้ต้องขังโดยวิธีชุมชนบำบัด และดำเนินการทางทัณฑปฏิบัติควบคู่ไปกับการจัดสวัสดิการ โดยการสงเคราะห์และพัฒนาสุขภาพอนามัยแก่ผู้ต้องขัง รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับสุขาภิบาล กำหนดแนวทางติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง คดียาเสพติดให้โทษ และให้คำปรึกษาแนะนำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามนโยบายและแผนงานของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ พ.ศ.2477 จนถึงปัจจุบัน พบว่าเรือนจำกลางคลองไผ่มีจำนวนผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องขัง มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แต่จำนวนเจ้าหน้าที่เรามีจำนวนเท่าเดิมคือ 150 คน ซึ่งมีผู้ต้องขังจำนวนกว่า 4,870 คน โดยกิจกรรมหนึ่งที่ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องปฏิบัติเป็นประจำคือ การนับจำนวนผู้ต้องขัง เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าผู้ต้องขังยังอยู่ครบ ไม่ได้ไปแอบอยู่ตามที่ต่างๆ หรือแอบไปทำร้ายร่างกายตนเอง และเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้ต้องขังที่ทางเรือนจำได้วางแผนการดำเนินงานเอาไว้ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจนับจำนวน 5 รอบต่อวัน ทำให้เรือนจำจำเป็นต้องหาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาช่วย จึงได้หารือร่วมกับสถาบันสหสรรพศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในการจัดหาเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำเข้ามาช่วยในการตรวจนับจำนวนผู้ต้องขังดังกล่าวครับ

            อาจารย์ปริญญา กิตติสุทธิ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวางแผนและดิจิทัล สถาบันสหสรรพศาสตร์ มทร.อีสาน หนึ่งในทีมผู้พัฒนาโปรแกรม  เปิดเผยว่า  ชุดโปรแกรมตรวจจับใบหน้าเพื่อนับจำนวนผู้ต้องขังที่พัฒนาขึ้นนั้นเป็นความร่วมมือจากทีมอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมระบบราง สถาบันสหสรรพศาสตร์ ร่วมกับอาจารย์และนักศึกษา จากสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์  ได้ร่วมกันออกแบบและพัฒนาโปรแกรมตรวจจับใบหน้าฯ เพื่อใช้ตรวจนับจำนวนผู้ต้องขัง ตามความประสงค์ของเรือนจำกลางคลองไผ่ จ.นครราชสีมา  ซึ่งมีผู้ต้องขังจำนวนกว่า 4,870 คนและจะทำการตรวจนับจำนวน 5 รอบต่อวัน  สำหรับระบบตรวจจับใบหน้าเพื่อตรวจนับจำนวนผู้ต้องขังนี้ ใช้โปรแกรม Python โดยใช้ Face Detection Algorithm ในการเปรียบเทียบหน้าต้นฉบับ ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระดับสูงในการพัฒนาเพื่อตรวจจับใบหน้าของบุคคล โดยโปรแกรมสามารถแยกบุคคลได้อย่างแม่นยำและสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ สามารถกำหนดช่วงเวลาการทำงานได้พร้อมทั้งออกรายงานการแสดงผลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทางเรือนจำในการตรวจนับจำนวนผู้ต้องขังในแต่ละวันซึ่งมีจำนวนมากและมีเจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังจำนวนจำกัด  ซึ่งในระหว่างการทดสอบและปรับปรุงระบบ ได้ระดมความคิดร่วมกับ ผศ.ดร.จิระยุทธ สืบสุข คณบดีสถาบันสหสรรพศาสตร์ ดร.ธนนันต์ อยู่หว่าง ผู้ช่วยอธิการบดี เหล่าคณาจารย์วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และคุณเผด็จ หริ่งรอ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ พร้อมเข้าตรวจสอบการใช้งานและร่วมทดสอบระบบการทำงานเพื่อให้สมบูรณ์แบบที่สุด โดยมีอาจารย์ประกาย นาดี เป็นตัวแทนส่งมอบชุดโปรแกรมตรวจจับใบหน้าเพื่อนับจำนวนผู้ต้องขัง ให้กับทางเรือนจำกลางคลองไผ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับหน่วยงานใดที่สนใจชุดโปรแกรมตรวจจับใบหน้าฯ หรือต้องการเทคโนโลยีเข้าไปสนับสนุนการทำงานในหน่วยงานของท่าน สามารถประสานงานมาได้ที่ อ.ปริญญา โทรศัพท์ 089-0714592 

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg sAyptI.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png 2wk8Dt.jpg 2wcwIv.jpg


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โออาร์ เปิดพื้นที่ พีทีที สเตชั่น เป็นจุดจอดรถโมบายสโตรคยูนิต เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน
“เอส เอฟ “COMEBACK TO CINEMA” ยกระดับมาตรการ “ดูแลด้วยใจ” พร้อมกลับมาเปิดให้บริการ 1 ตุลาคมนี้
พรรคเพื่อไทยพร้อมจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีที่ขอนแก่น ขณะที่ผู้ว่าฯย้ำชัด ครู-นักเรียน ต้องได้รับวัคซีนแล้วกว่าร้อยละ75 ถึงจะพิจารณาให้เปิดเรียนได้ในเทอม 2
ออมสิน ออกมาตรการสินเชื่อ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุเตี้ยนหมู่ให้กู้ฉุกเฉินปลอดชำระ 3 เดือน/กู้ซ่อมแซมบ้าน ปีแรกไม่คิดดอกเบี้ย
นายกฯ เป็นประธานการประชุม ศบค. ขยายระยะเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ถึง 30 พฤศจิกายน นี้ คงเคอร์ฟิวต่ออีก 15 วัน ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็นระหว่าง 22.00-04.00 น.
“Café Amazon x NaRaYa ร่วมเติมพลัง ปันสุข กระจายรายได้สู่ชุมชน”