บริษัท ขนส่ง จำกัด ผ่านการรับรองมาตฐาน SHA ประเภทยานพาหนะ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

บริษัท ขนส่ง จำกัด ผ่านการรับรองมาตฐาน SHA ประเภทยานพาหนะ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขลักษณะ สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการ

นายสัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดทำ โครงการ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขลักษณะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ในด้านหลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้บริการ และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยว เกิดการจับจ่ายสินค้าท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดย บขส. ได้ร่วมลงทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) ของ ททท. และผู้ดำเนินการตรวจประเมิน Checklist ได้รับรองผลการปรับปรุงสถานประกอบการตามมาตรฐาน SHA ประเภทยานพาหนะ ให้กับ บขส. เรียบร้อยแล้ว 

สำหรับโครงการ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) เป็นโครงการความร่วมมือของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. และกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่ง ททท. เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมการออกตราสัญลักษณ์ โดยมีการระบุหมายเลขของตราสัญลักษณ์ SHA ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ SHA และยังสามารถเพิกถอนตราสัญลักษณ์ SHA ได้ในกรณีผู้ประกอบการไม่สามารถรักษามาตรฐานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

สังคมดีมีน้ำใจ/บริษัท ชอบใจโฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท ครัวร่มเย็น กรุ๊ป จำกัด ร่วมมอบอาหาร เพื่อเป็นกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2564 เวลา 10.30 น ณ ขอนแก่นฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น บริษัท ชอบใจโฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท ครัวร่มเย็น กรุ๊ป จำกัด โดยคุณ ณัฐวุฒิ ธีรปรเมศวร์ และ คุณรัตนาพร ธีรปรเมศวร์ ร่วมมอบอาหาร จำนวน 200 ชุด เพื่อเป็นกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยมีผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น เป็นผู้รับมอบ

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

ส.ป.ก.ประชุมเตรียมความพร้อมชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565

ส.ป.ก.ประชุมเตรียมความพร้อมชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565

       วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00 น. ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมชี้แจงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยมี นายสุริยน พัชรครุกานนท์  รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายเอกพงศ์ น้อยสร้าง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม นายประดิษฐ์ ใจรังษี ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน นางสาวธัญพร แพมงคล ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง นางสาวจิราทิตย์ โรจน์อุ่นวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุน  นายสุรชัย ยุทธชนะ ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน ผู้แทนสำนัก/กอง ศูนย์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

509351
509353
509354
509352
509356
509357
509358
509359
509361
509362
509364
ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

สหกรณ์โคนมขอนแก่น จับมือสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จี้รัฐทบกวนการแบ่งโควต้าให้บริษัทเอกชนที่เปิดใหม่ เพราะเกษตรกรเดือดร้อนหนักน้ำนมดิบค้างสต๊อกทุกวัน

สหกรณ์โคนมขอนแก่น จับมือสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จี้รัฐทบกวนการแบ่งโควต้าให้บริษัทเอกชนที่เปิดใหม่ เพราะเกษตรกรเดือดร้อนหนักน้ำนมดิบค้างสต๊อกทุกวัน “คำพันธ์” เผย หากปล่อยไว้อนาคตสหกรณ์โคนมต้องปิดตัวแน่

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.2564 ที่สหกรณ์โคนมขอนแก่น ต.บ้านค้อ อ.เมือง ขอนแก่น นายคำพันธ์ ไชยหัด ประธานสหกรณ์โคนมขอนแก่น เป็นประธานการประชุมร่วม สมาชิกร่วมสหกรณ์โคนมขอนแก่น และ สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จ.สกลนคร ในการหารือแนวทางการแก้ปัญหา การจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่ไม่เป็นธรรม จนทำให้น้ำนมดิบค้างสต็อกในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก

นายคำพันธ์ ไชยหัด ประธานสหกรณ์โคนมขอนแก่น กล่าวว่า ในวันดื่มนมโลกเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมในพื้นทีความรับผิดชอบของสำนักงานปศุสัตว์เขต 4 ได้มีการออกมานำเสนอปัญหาและส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบไปแล้วแต่เรื่องก็เงียบหายไป และการจัดสรรโควต้านมโรงเรียนยังคงเป็นไปตามมติเดิม คือมีการจัดสรรให้กลุ่มบริษัทเอกชนรายใหญ่ มากกว่าการใช้บริการของกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมในระดับพื้นที่ ส่งผลให้น้ำนมจากสหกรณ์โคนมขอนแก่นคงเหลือค้างสต็อกในแต่ละวันจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน เฉพาะสหกรณ์โคนมขอนแก่น มีการรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกอยู่ที่ 49.166 ตัน ต่อวันส่งจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าหลัก 2 กลุ่มใหญ่แยกเป็นกลุ่มบริษัทเชิงพาณิชย์ อาทิ อสค. ,ซีพี และบริษัทเอกชนตามสัญญาคู่ค้า วันละ ประมาณ 20 ตัน คงเหลือน้ำนมอยู่ที่ 29.166 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้ได้ยื่นเข้าโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน เข้าสู่ระบบสัดส่วน ซึ่งได้รับสิทธิจากโครงการ 13.696 ตันต่อวัน ทำให้มีน้ำนมเหลือที่สหกรณ์ไม่มีตลาดรองรับอยู่ที่ 15 ตันต่อวัน ซึ่ง สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จ.สกลนคร ก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกันทำให้ให้ขณะนี้จึงทำได้เพียงการนำน้ำนมดิบ ที่คงค้างแต่ละวัน ส่งไปผลิตเป็นนมกล่อง ที่ อสค.,สหกรณ์โคนมสีคิ้ว สกรณ์โคนมหนองโพธิ์ และสหกรณ์โคนมกำแพงแสน”

ประธานสหกรณ์โคนม จ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า การส่งน้ำนมดิบที่คงค้างไปทำนมกล่องนั้นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะเป็นเพียงการยืดอายุของนมเพิ่มออกไป ประกอบกับการที่ สหกรณ์โคนมขอนแก่นต้องแบกรับปัญหาในเรื่องของเงินทุนที่อยู่ในรูปแบบนมพาณิชย์ ประมาณ 70 ล้านบาท ดังนั้นเสียงสะท้อนจากชาวสหกรณ์ทั้ง 2 แห่งในวันนี้จึง ต้องการส่งถึงผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารจัดการนมเพื่อเด็กและเยาวชน ทุกคนไม่อยากก่อม็อบ ไม่อยากเทน้ำนมทิ้ง ไม่อยากกะทำการใดๆ ที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองแย่ไปกว่านี้ในช่วงที่ทุกคนกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติโควิด-19 และหากรัฐบาลยังคงมีการ จัดสรรให้กลุ่มเอกชนมากกว่าสหกรณ์ ในอนาคตสหกรณ์โคนม ก็จะค่อยหายไป อาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจะหมดไป เพราะปัจจุบันมีเอกชนรายใหญ่เข้ามาทยอยโรงงานและบริษัทในพื้นที่เขตโคนมที่ 4 เพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง จึงถึงเวลาที่รัฐบาล จะต้องให้ความเป็นธรรมให้กับสหกรณ์ และเกษตรกรในระดับพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับนายทุนรายใหญ่ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

ภาคเอกชนขอนแก่นขอบคุณรัฐ หลังผ่อนคลายมาตรการแบบขั้นบันได หลังประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนต่อเนื่อง

ภาคเอกชนขอนแก่นขอบคุณรัฐ หลังผ่อนคลายมาตรการแบบขั้นบันได หลังประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนต่อเนื่อง “ชาญณรงค์” ระบุรัฐต้องสั่งการชัดเจนเพื่อให้ทุกธุรกิจเตรียมตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้า คาด ส.ค.ปีนี้เศรษฐกิจส่อแววสดใสมากขึ้น
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 มิ.ย.2564 ที่สำนักงานเทศบาลนครขอนแก่น นายชาญณรงค์ บุริสตระกูล ประธานหอการค้า จ.ขอนแก่น ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ขณะนี้การเข้ารับการฉีดวัคซีนของประชาชนชาวขอนแก่นและคนไทยทั้งประเทศ ตามกำหนดตารางการให้บริการจากหน่วยงานภาครัฐยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีทีทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันเพื่อก้าวผ่านวิกฤติเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไปให้ได้โดยเร็วซึ่งวันนี้ขอนแก่น มีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 110,000 คน จากเป้าหมาย ของจำนวนประชากรชาวขอนแก่นที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ครบร้อยละ 70 ภายในเดือน ส.ค.โดยมีการกำหนดฉีดวัคซีนทุกวันอย่างต่อเนื่องตามโรงพยาบาลและสถานที่ต่างๆตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด และเมื่อการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนตามที่รัฐจัดสรรให้แล้วนั้นเป็นไปในรูปแบบขั้นบันได หรือการร่วมกันเคาท์ดาวน์นับถอยหลังอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับมาตรการผ่อนคลายที่จังหวัดได้กำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนขอนแก่นยิ้มได้ และได้กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติบนวิถีนิวนอมอลกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. เป็นต้นไปโรงภาพยนตร์จะกลับมาให้บริการอีกครั้งแบบนิวนอมอล ซึ่งในนามของภาคเอกชนต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่ผ่อนคลายในภาคธุรกิจให้ได้กลับมาเดินคู่ขนานกับการป้องกันจนทำให้ความสุขของคนขอนแกนได้กลับมามีชีวิตชีวาตามกรอบระยะเวลาตามที่รัฐกำหนด


“ ขณะนี้คนขอนแก่นได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วเกินร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรในกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งภาครัฐได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการด้วยการคืนความสุขให้กับประชาชนแบบขั้นบันได้ คือขั้นแรกในการเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์แบบนิวนอมอล และก้าวต่อไปคือร้อยละ 20 ภาคเอกชนขอให้มีการพิจารณาทบทวนผ่อนคลายในกลุ่มตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร การจัดการประชุมสัมมนาขนาดย่อย และในกลุ่มธุรกิจด้านการบริการและท่องเที่ยวต่างๆให้มากขึ้น เพราะในการเดินทางนั้นเมื่อทุกคนได้รับวัคซีนแล้วก็จะมีเอกสารยืนยันที่จะแสดงให้กับหน่วยงานต่างๆได้ตรวจสอบรวมทั้งยังคงจะเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ที่เกิดขึ้นแม้บางคนจะไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เนื่องจากรอคิวตามที่รัฐกำหนดแต่คนรอบข้างได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ความมั่นใจ ในการเดินทาง การค้า การลงทุน การกล้าออกมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้า หรือติดต่อธุรกรรมต่างๆ ประสานกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมาตรการเยียวยาต่างๆทั้งเราชนะ คนละครึ่ง หรือการเยียวยาของสถาบันการเงินที่จะเป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้มั่นใจว่า ในเดือน ส.ค.เป็นต้นไปเมื่อวัคซีนกระจายไปในภาพรวมมากขึ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆของแต่ละพื้นที่ก็จะมีแววสดใสมากขึ้นตามไปด้วย”
ประธานหอการค้า จ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า ภาคเอกชนยังคงต้องการความชัดเจนเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัวที่จะดำเนินงานในด้านต่างๆเช่นกัน โดยเฉพาะกับการจัดการประชุมขนาดใหญ่ หรือการจัดงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่ต้องถูกเลื่อนไปจากช่วงต้นปี ให้สามารถกลับมาจัดกิจกรรมที่ขอนแกนได้อีกครั้งโดยอาจจะกำหนดว่าคนขอนแก่นได้รับวัคซีนไปแล้วร้อยละ 45-50 ให้ผ่อนคลายมาตรการในเรื่องของการจัดงานแสดงสินค้า หรือการจัดกิจกรรมด้านการบริการ การท่องเที่ยว การจัดมอเตอร์โชว์ การแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ เพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการนั้นได้เตรียมตัวและสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้งอย่างช้าที่สุดภายในเดือน ก.ย. หรือ ต.ค.ปีนี้ อย่างไรก็ตามยังคงมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดการดำเนินกิจการจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มบริษัทอีเว้นท์ ,การจัดประชุมสัมมนา รวมไปถึงภาคการบริการและการค้าต่างๆที่ลงทุนไปแล้วและได้เตรียมการไปแล้วแต่ต้องหยุดจัดกิจกรรมไปตามคำสั่งของรัฐ จึงอยากให้มีการทบทวนในมาตรการเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจงของกลุ่มผู้ประกอบการแต่ละประเภทเพิ่มเติมเข้าไปด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการขอนแก่นทุกรายไม่มีการปลดพนักงานหรือเลิกจ้างพนักงานแต่ใช้ระบบทุนหมุนเวียนหรือการตัดลดรายจ่ายต่างๆตามกำลังที่สามารถที่จะทำได้ตามที่รัฐได้ขอความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

ขอเชิญชมไลฟ์สดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

แฟนเพจTEATA สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยได้เผยแพร่ข่าวว่า ขอเชิญร่วมเป็นสักขีพยาน ช่วยโลก ลดคาร์บอน เที่ยวแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ ไลฟ์สดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และพัฒนาศักยภาพเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พรุ่งนี้ (14 มิ.ย. 64) เวลา 14.00 น. หน้าเพจ 7 Greens…ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ Sneakout หนีเที่ยว เนื่องจากปัญหาโลกร้อนในตอนนี้ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเรามากมาย ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะหันกลับมารักษ์โลก!? ขอเชิญทุกคนร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และพัฒนาศักยภาพเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของ 3 องค์กร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA)ทั้งนี้ ททท. ได้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแนวนโยบาย BCG Model โดยใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิด Green Tourism และการท่องเที่ยวสีเขียว 7 ประการ (7Greens ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม) ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพิ่มขีดความสามารถและปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพการบริการด้วยการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดจากฐานความเข้มแข็ง.โดยทาง อบก. ได้มีแผนการสร้างคู่มือการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับโครงการภาคพลังงาน และของเสีย เพื่อจัดการ และทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากในผลิตภัณฑ์ หรือกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ปล่อยคาร์บอนสุทธิเท่ากับศูนย์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม.และทาง TEATA ได้วางแผน กิจกรรม CSR 5 เส้นทางใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยถอดแนวคิด 7 Greens ในการออกแบบและสร้างสรรค์การท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเท่ากับศูนย์ (Carbon Neutral). ชมสดพร้อมกัน วันจันทร์ที่ 14 มิ.ย. 64 นี้ เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป/ทาง Facebook Live ของ 7 Greens…ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ Sneakout หนีเที่ยว

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

รีบๆเลย!ททท. สำนักงานนครพนม มอบส่วนลดที่พักมูลค่า 300 บาท จำนวนรวมกว่า 500 สิทธิ์ ณ โรงแรม 16 แห่ง

เที่ยวเมืองรอง “สนุก”ปลอดภัยไปกับ SHA (ณ โรงแรม กลุ่มจังหวัดสนุก สกลนคร นครพนม มุกดาหาร)

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครพนม จับมือกับสถานประกอบการโรงแรมที่พักในพื้นที่กลุ่ม

จังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร)กว่า 16 แห่ง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน SHA จัดกิจกรรม PRO SHA  เที่ยวเมืองรอง “สนุก” ปลอดภัยไปกับ SHA  เพื่อเยียวยาและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง และในวันธรรมดามากยิ่งขึ้น ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คลี่คลายลง

โดยกำหนดจัดกิจกรรม PRO SHAเที่ยวเมืองรอง “สนุก” ปลอดภัยไปกับ SHAให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการได้มั่นใจในมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัยโดยการมอบส่วนลดให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาใช้บริการห้องพัก กับสถานประกอบการโรมแรม/ที่พัก กว่า 16 แห่ง ที่ได้รับมาตรฐานSHA (Amazing ThailandSafety&Health Administration)ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดสนุกจำนวน 300 บาท ต่อ 1 ห้อง ต่อ 1 คืนระหว่างวันที่12 – 27  มิถุนายน 2564โดยจำกัดสิทธิ์เพียง 500 ห้องเท่านั้น(FirstCome First Served)ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรม PRO SHA จะต้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนอกพื้นที่ ที่ตั้งโรงแรมที่เข้าใช้บริการให้ความรู้สึก Amazing ยิ่งกว่าเดิมทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุข ที่ได้

เดินทางมาและมั่นใจในความปลอดภัยด้านสุขอนามัยนอนพักที่โรงแรม เหมือนนอนที่บ้าน ลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากการใช้สินค้าและบริการท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดสนุก

นางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.สำนักงานนครพนม ได้กล่าวทิ้งท้ายทั้งนี้  ขอให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาใช้บริการสถานประกอบการโรงแรมที่พัก ในพื้นที่จังหวัดสนุก(สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อของจังหวัด นั้น ๆ และขอให้มั่นใจในมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัยเป็นการตอกย้ำ “เที่ยวเมืองรอง “สนุก” ปลอดภัยไปกับ SHA”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ข้อมูลการเดินทาง ที่พักโรงแรมและร้านอาหาร ได้ที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครพนมโทร. 042-513490-1 (วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.)

E-mail :tatphnom@tat.or.th, Facebook Fanpage : ททท.สำนักงานนครพนม TAT NakhonphanomFanpage

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

นายกฯ ย้ำ 28 ส่วนราชการใน 14 กระทรวง ที่ได้รับจัดสรรอัตราพนักงานราชการเฉพาะกิจ 10,000 อัตรา เร่งบรรจุบุคคลเข้าปฏิบัติงานให้เร็วที่สุด ช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีงานทำ

วันที่ 10 มิ.ย.64 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอแนวทางการจัดสรรกรอบอัตรากำลังและกลไกการบริหารจัดการพนักงานราชการเฉพาะกิจ จำนวน 10,000 อัตรา เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ส่วนราชการในแต่ละกระทรวงที่ได้รับจัดสรรอัตราพนักงานราชการเฉพาะกิจ 10,000 อัตรานี้ เร่งประชาสัมพันธ์การรับสมัครงานและบรรจุบุคคลเข้าปฏิบัติงานตามขั้นตอนให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ได้มีงานทำ และให้มีการกระจายการจ้างงานลงสู่ระดับพื้นที่โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี อัตราค่าตอบแทน 18,000 บาท/เดือน ระยะเวลาจ้างไม่เกิน 1 ปี สิ้นสุดการจ้างงานไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 65 ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะได้มีหนังสือถึงส่วนราชการเพื่อเร่งดำเนินการจ้างพนักงานราชการเฉพาะกิจให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 ต่อไป
 
สำหรับ 28 ส่วนราชการใน 14 กระทรวง ที่ได้รับการจัดสรรอัตรากำลัง ประกอบด้วยหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งในภูมิภาค/ส่วนราชการในภูมิภาคระดับจังหวัด ดังนี้
 
1. กระทรวงการคลัง รวม 1,045 อัตรา ได้แก่ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 380 อัตรา สำนักงานสรรพสามิตภาค 70 อัตรา สำนักงานสรรพากรพื้นที่ 595 อัตรา
2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
3. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้กับสำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด จำนวน 406 อัตรา
4. กระทรวงเกษตรและหกรณ์ จำนวน 1,664 อัตรา ประกอบด้วย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จำนวน 406 อัตรา สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ 60 อัตรา สำนักงานประมงจังหวัด 406 อัตรา สำนักงานเกษตรจังหวัด 406 อัตรา สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 386 อัตรา
5. กระทรวงคมนาคม จำนวน 546 อัตรา ได้แก่ สำนักงานขนส่งจังหวัด 406 อัตรา และท่าอากาศยาน 140 อัตรา
6. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
7. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
8. กระทรวงพลังงาน สำนักงานพลังงานจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
9. กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,218 อัตรา ประกอบด้วย สำนักงานจังหวัด จำนวน 406 อัตรา สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด จำนวน 406 อัตรา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
10. กระทรวงยุติธรรม จำนวน 505 อัตรา ได้แก่ สำนักงานยุติธรรมจังหวัด 99 อัตรา และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
11. กระทรวงแรงงาน จำนวน 1,774 อัตรา ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานแรงงานจังหวัด 406 อัตรา กรมการจัดหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัด 406 อัตรา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 150 อัตรา และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด จำนวน 406 อัตรา สำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมจังหวัด  406 อัตรา
12. กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
13. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จำนวน 406 อัตรา
14. กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จำนวน 406  อัตรา
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “การกระจายการจ้างงานลงสู่ระดับพื้นที่ และให้ส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรอัตรากำลังเร่งบรรจุบุคคลเข้าปฏิบัติงานให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหาการว่างงาน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน”

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

การบินไทยให้บริการสู่ 16 เส้นทางบิน ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน นี้

นายนนท์ กลินทะ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการการเดินทาง และอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารที่มีความจำเป็นต้องเดินทางเพื่อธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือผู้ที่ประสงค์จะเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 จำนวน 16 เส้นทางบิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ส้นทางเอเชีย

  1. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ) ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ
    ทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์
  2. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว (ฮาเนดะ) ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ
    ทุกวันพุธ และวันศุกร์
  3. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โอซากา ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์
  4. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นาโกยา ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์
  5. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โซล ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์
  6. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ไทเป ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์
  7. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ฮ่องกง ทำการบินสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์
  8. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ละฮอร์ ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันศุกร์ และวันอาทิตย์
  9. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ธากา ทำการบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันศุกร์
  10. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มะนิลา ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์

เส้นทางยุโรป

  1. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ และวันอาทิตย์
  2. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ และวันอาทิตย์
  3. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ วันเสาร์ และวันอาทิตย์
  4. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปารีส ทำการบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันเสาร์
  5. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ซูริก ทำการบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ

เส้นทางออสเตรเลีย

  1. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ซิดนีย์ ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ
    และวันอาทิตย์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังทำการบินเที่ยวบินขนส่งสินค้าทางอากาศ (คาร์โก้) ในเส้นทางต่างๆ ได้แก่ มุมไบ นิวเดลี เจนไน สิงคโปร์ โซล โอซากา และโตเกียว (นาริตะ) อีกด้วย

ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดตารางบินพร้อมสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสารได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com และสำนักงานขายการบินไทย หรือ THAI Contact Center โทร. 0-2356-1111 ทุกวัน (เวลา 08.00-17.00 น.) สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานสาขาที่ออกบัตรโดยสารในแต่ละท้องถิ่น

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนจัดเที่ยวบินเพิ่มเติมในตารางบินฤดูหนาว ปี 2564 เพื่อรองรับการเดินทางอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติการบินอย่างมีมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Hygiene Excellence) รวมทั้งได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA) จากภาครัฐและเอกชน ซึ่งสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council : WTTC) ได้ให้การรับรอง สถานประกอบการที่ได้รับ SHA ให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของ SafeTravels รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ได้ทำการฉีดพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคและทำความสะอาดแบบ Deep Cleaning ในอากาศยานทุกลำหลังเครื่องลงจอด

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png

เตรียมตัว!เปิดลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 วันแรกในวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จะเปิดให้ประชาชนผู้สนใจลงทะเบียนวันแรกในวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 50 สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ (นวด สปา ทำผมทำเล็บ ค่าเดินทางโดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ) ยกเว้นสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน ในแต่ละรอบ รอบแรกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 และรอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ประชาชนสัญชาติไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป เวลา 06.00 น. – 22.00 น. จนกว่าจะครบจำนวนไม่เกิน 31 ล้านคน ผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการของรัฐ อาทิ ชิมช้อปใช้ เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง เราชนะ ม.33เรารักกัน เราชนะ เป็นต้น หรือที่เคยใช้บริการกระเป๋าตังสุขภาพ หรือ วอลเล็ต สบม. สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นการยืนยันเข้าร่วมโครงการ หรือจะลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง .com ก็ได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการดังกล่าวข้างต้น สามารถลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง .comเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะได้รับ SMS แจ้งสิทธิภายใน 3 วัน จากนั้น ขอให้ท่านยืนยันตัวตนผ่านช่องทาง ได้แก่ (1) ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารกรุงไทย จำกัด มหาชน (ธนาคารกรุงไทยฯ) แล้ว สามารถสแกนใบหน้าเพื่อใช้งานแอปพลิเคชันได้เลย หรือ (2) ผู้ที่มีแอปพลิเคชัน KrungthaiNext สามารถยืนยันตัวตนผ่าน KrungthaiNext ได้ หรือ (3) ผู้ที่ไม่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนกับธนาคารกรุงไทยฯ ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปยืนยันตัวตนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยฯและสแกนใบหน้าอีกครั้งหนึ่งก็จะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วจะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ในเวลา 06.00 น. – 23.00 น. กรณีผู้รับสิทธิคนละครึ่งระยะที่ 3 แล้ว หากต้องการจะเปลี่ยนไปรับสิทธิโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” (จะเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับประชาชนในวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 06.00 น. – 22.00 น.) จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 22.00 น. ซึ่งถือเป็นการสละสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ที่ได้รับสิทธิทันทีสำหรับผู้ประกอบการทั่วไป (ผู้ประกอบการร้านค้าทั่วไป ผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยไม่เป็นนิติบุคคลและไม่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์) ผู้ประกอบการของกองทุนหมูบ้านหรือชุมชนเมืองหรือวิสาหกิจชุมชน ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และผู้ให้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป เวลา 06.00 น. – 22.00 น. นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าทั่วไปและผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ในวันและเวลาเดียวกัน โดยผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมมาตรการ/โครงการอื่นของรัฐที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” แล้ว ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ส่วนผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการ/โครงการอื่นลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง .com หรือ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้ .com ตามที่ต้องการเข้าร่วม หรือลงทะเบียนผ่านทางสาขา หรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทยฯ โดยธนาคารกรุงไทยฯ จะช่วยติดตั้งและแนะนำการใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า

ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าวมวลชนไทยนิวส์ข่าวออนไลน์-0628929797 DNk79R.jpg Phh9Db.jpg DasKLf.jpg Da2r0R.png DpkFp1.jpg banner1-08.gif Aqh3Ka.jpg Dp1Qd0.png