ข่าวเศรษฐกิจ-อสังหาริมทัรพย์ » กนง.คงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้ติดลบ 8.1%

กนง.คงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้ติดลบ 8.1%

25 มิถุนายน 2020
45   0

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี

ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิม เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 รุนแรงกว่าที่คาดไว้และรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก รวมทั้งจะมีผลกระทบที่มีความไม่แน่นอนสูงต่อโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ รูปแบบการทำธุรกิจ วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดีซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ แต่มีแนวโน้มกลับสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปี 2564 เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ออกมาเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นและจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หลังการระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกรุนแรงกว่าที่คาดไว้และรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การจ้างงานและรายได้มีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีสัญญาณปรับดีขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย รวมถึงมาตรการด้านสินเชื่อและการเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าจะต้องมีนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2563 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าคาดตามราคาพลังงานที่ลดลงแรงตามอุปสงค์ที่ลดลงจากการชะลอของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปี 2564 ตามราคาน้ำมันดิบที่จะทยอยปรับสูงขึ้นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

ด้านภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนและพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับสูง

ด้านสินเชื่อขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเตรียมสภาพคล่องรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและเพื่อทดแทนการออกตราสารหนี้ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคชะลอลง สภาพคล่องโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นว่าต้องดูแลให้กระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและเงินสกุลภูมิภาคส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

ระบบการเงินมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ในระยะข้างหน้าต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนที่ลดลง โดย ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ระยะที่ 2 และเร่งดำเนินการให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ธุรกิจ รวมถึงเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ออกมาก่อนหน้า

มองไปข้างหน้า คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

นายทิตนันทิ์ ยังกล่าวว่า ที่ประชุมกนง.ยังปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 63 เป็นติดลบ 8.1% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 5.3% จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการที่หลายประเทศ รวมถึงไทยต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมาก ซึ่งส่งผลให้การท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยลดมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม

ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ตามการจ้างงานและรายได้ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านการเงิน มาตรการด้านการคลัง และมาตรการด้านสินเชื่อ จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 คลี่คลายได้ โดยในปี 64 กนง.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับขยายตัว 5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3%

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 63 คาดว่าจะติดลบ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2564 โดยคาดว่าจะขยายตัว 0.9% จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หลังจากลดลงรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยกนง.คาดว่าปีนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่เฉลี่ย 35.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปี 64 คาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“เศรษฐกิจไทยจะติดลบมากสุดในไตรมาส 2 และในช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆฟื้นตัวตามลำดับ โดยจะเห็นการติดลบของเศรษฐกิจค่อยๆลดลงไป อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอน และความเสี่ยงในระบบการเงินทั้งในและนอกยังมีค่อนข้างสูง ดังนั้น การประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า มีแนวโน้มเบ้ไปทางด้านต่ำ คือ มีความเสี่ยงในด้านต่ำมากกว่า” นายทิตนันทิ์กล่าว

นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า กนง.ยังได้ตั้งสมมติตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 63 โดยคาดว่าจะนักท่องเที่ยวฯ 8 ล้านคน ลดลงจากการประเมินครั้งก่อนที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวฯ 15 ล้านคน จากปี 62 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.8 ล้านคน ส่วนปี 64 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 16.2 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจะทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 64 จากจำนวนวัคซีนที่แพร่หลายมากขึ้น และในปี 65 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นไปอีก