ขอแนะนำพี่น้องชาวภาคอีสานท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะเมืองรองตามนโยบายของรัฐบาลฯวันนี้ขอเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในส่วนของจังหวัดมหาสารคาม หลายท่านอาจจะมองข้ามจังหวัดนี้กันไป ซึ่งถ้าทุกท่านได้ไปสัมผัสแล้วจังหวัดนี้ก็น่าเที่ยวมากไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมให้ไปเที่ยวกันมากมาย ที่สำคัญยังเมืองแห่งการศึกษาเงียบสงบ ไม่วุ่นวายเหมือนจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสาน น่าไปเที่ยวมาก ลองมาดูกันว่ามีที่ไหนกันบ้าง

วนอุทยานโกสัมพี

วนอุทยานโกสัมพี  เดิมชื่อป่าหนองบุ้งเป็นป่าดงดิบตามธรรมชาติและมีศาลเจ้าปู่ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชานับถือของชาวบ้านท้องถิ่นเป็นคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอโกสุมพิสัย จากการบอกเล่าของชาวบ้านผู้สูงอายุในพื้นที่ว่า ไม่มีผู้ใดทราบถึงความเป็นมาของผู้สร้างศาลาเจ้าปู่หรือศาลเจ้าปู่ตาคนแรก แต่ได้มีการก่อสร้างบูรณะเพิ่มเติมให้อยู่ในสภาพดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงสภาพเป็นป่าดงดิบตามธรรมชาติที่อยู่ใกล้ชุมชนที่สุดแห่งหนึ่งเป็นที่ราบอยู่ริมแม่น้ำชี มีเนื้อที่ประมาณ 125 ไร่ มีลิงแสมสีเทาและลิงแสมสีทองอยู่เป็นจำนวน ลิงแสมขนสีทองถือเป็นลิงประจำถิ่นชนิดหนึ่งของจังหวัด มีความสวยงามด้วยเอกลักษณ์ขนบริเวณตัวเป็นสีเหลืองทอง ซึ่งเป็นลิงชนิดเดียวกับลิงวอกที่อยู่ในศาลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี วนอุทยานโกสัมพีเป็นแหล่งที่มีลิงแสมสีทองจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีสัตว์ป่าชนิดอื่นอีกมากมายเช่นนกกางเขนบ้าน นกกิ้งโค้ง นกสาริกา นกเอี้ยงหงอน นกปรอดสวน นกปรอดหัวโขน นกอีเสือหัวดำ และนกกระจิบธรรมดาเป็นต้น

สะพานไม้แกดำ

ท่ามกลางบึงบัวและพืชน้ำสีเขียวและความหลากทางธรรมชาติ ถือว่าเป็นสะพานสุด Unseen อีกแห่งหนึ่ง ที่ควรค่าแห่งการเดินทางมาเช็คอิน ณ มหาสารคาม

สะพานไม้แกดำ ตั้งอยู่ที่วัดดาวดึง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม เป็นสะพานไม้เก่า อายุราวกว่า 100 ปี ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางข้ามอ่างเก็บน้ำหนองแกดำ โดยเชื่อมระหว่างบ้านหัวขัวกับหมู่บ้านแกดำ แต่ก่อนสะพานไม้นี่ทรุดโทรมาก ชาวอำเภอแกดำพร้อมด้วยกำลังทหาร ช่วยกันซ่อมแซมสะพานไม้ โดยหวังให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา รวมถึงพัฒนาสะพานไม้เก่าแก่แห่งนี้ ให้เป็นสถานที่ถ่ายภาพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม

สะพานไม้ที่ทอดยาวไปยังอ่างเก็บน้ำหนองแกดำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติของอำเภอแกดำ มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแกดำ บ้านหัวขัว บ้านโพธิ์ศรี  เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อชาวอำเภอแกดำ เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสัตว์น้ำ พื้ชน้ำ เช่น บัวแดง แหน สาหร่ายหางกระรอก เป็นต้น นอกจากนี้ในหน้าหนาวยังสามารถพบเห็นนกเป็ดน้ำบินหนีหนาวมาจากไซบีเรีย มาอาศัยในบริเวณหนองแกดำด้วย

อ่างเก็บน้ำหนองแกดำ ยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวแกดำโดยได้ใช้นำน้ำมาอุปโภค บริโภค ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีโครงการพัฒนาปรับปรุงหนองแกดำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และยังใช้หนองแกดำในการจัดกิจกรรมงานประเพณีต่าง ๆ ของชุมชน เช่น ลอยกระทง บุญบั้งไฟ  ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีการสร้างถนนราดยางข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเห็นชาวบ้านใช้มาใช้สะพานนี้ข้ามไปมาอยู่เรื่อยๆ

หนองแกดำ หรือหนองน้ำอื่นๆ ในภาคอีสาน มีสภาพกว้างใหญ่ ลึกบ้างตื้นบ้างเป็นช่วงๆ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรที่สำคัญ และเป็นแหล่งในการหาปลาเพื่อเป็นอาหารและนำไปขาย สะพานไม้ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ปักเสาลงไปในโคลนใต้น้ำจนถึงชั้นดิน ปูด้วยแผ่นไม้ที่พอจะหามาได้ คงจะแข็งแรงมั่นคงได้แค่ชั่วระยะเวลาไม่นาน แต่ชาวบ้านก็ใช้สะพานนี้อยู่เป็นประจำ มีการซ่อมแซมบ้างเป็นครั้งคราวตามสภาพ เคยมีโครงการรื้อถอนเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตจากทางจังหวัด เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรที่แข็งแรง และวางท่อประปาไปตามแนวสะพาน แต่ชาวบ้านอยากให้อนุรักษ์สะพานนี้ไว้ตามเดิม ตอนนี้มีคนรู้จักสะพานนี้กันมากขึ้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของมหาสารคาม ก็คงจะต้องคงสภาพสะพานไม้นี้ไว้ต่อไป

“เซิ้งกระโจม” บ้านหัวขัว

ประเพณีวัฒนธรรมดั่งเดิมที่ชาวหัวขัว สืบทอดและอนุรักษ์เป็นประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน กับการแต่งกายชุดพื้นบ้านอย่างเต็มยศ ดูสวยงามแปลกตา ด้วยสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร มี “กระโจม” หรือ หมวกทรงแหลมประดับด้วยผ้าและภู่ไหมพรมร้อยลูกปัดสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร “เซิ้งกระโจม” ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการร่ายรำพร้อมการขับบทเพลงอันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อหาหลักเป็นการบอกเล่าวิถีชุมชนในอดีต บรรเลงจังหวะด้วยกลองรำมะนาเพียงชิ้นเดียว เป็นการเซิ้งขอฝน ตามความเชื่อของคนบ้านหัวขัวเพื่อให้ฝนตกตามฤดูกาล นิยมทำในช่วงเดือนหก (พฤษภาคม)ของทุกปี ภายใต้ชื่อ เซิ้งกระโจมหัวขัว หรือ “เซิ้งกระโจม” หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “จ่ายกาบเซิ้ง” เป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนที่สืบทอดกันมามากกว่า 30 ปี

วัดป่าวังน้ำเย็น

“วัดพุทธวนาราม”หรือ วัดป่าวังน้ำเย็น ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัดที่ถูกต้องเมื่อวันที่ 22 พ.ย.2555 สังกัดสงฆ์มหานิกาย  ปัจจุบัน พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ พระเกจิชื่อดัง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตั้งอยู่ที่บ้านวังน้ำเย็น ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม บนพื้นที่กว่า 30 ไร่

สืบเนื่องจาก“พระครูภาวนาชยานุสิฐ”หรือ พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ เป็นพระเกจิอาจารย์ สืบสายธรรมจากหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดนครพนม ที่ญาติโยมให้ความเลื่อมใสศรัทธาร่วมกันบริจาคที่ดินบริเวณบ้านวังน้ำเย็น ให้กับพระอาจารย์ สุริยันต์ เพื่อสร้างวัดคือ บริเวณที่ตั้งวัดป่าวังน้ำเย็น ในปัจจุบัน ซึ่งพระอาจารย์สุริยันต์รับนิมนต์ โดยร่วมแรงร่วมใจเลื่อมใสศรัทธาของญาติโยมและคณะศิษยานุศิษย์ ได้พัฒนาที่รกร้างให้เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองภายในบริเวณวัด จะพบถาวรวัตถุ ศาลาปฏิบัติธรรมไม้สักทองขนาดใหญ่เสา 112 ต้น ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างจากไม้เนื้อแข็งไม้แดง ไม้ประดู่ ตกแต่งด้วยไม้สักทอง มูลค่ากว่า 80 ล้านบาท และหอระฆังสร้างจากไม้สักขนาดใหญ่ จุดเด่นของวัดป่าวังน้ำเย็นที่เป็นถาวรวัตถุ ล้วนก่อสร้างจากไม้ ด้วยฝีมือช่างที่วิจิตรบรรจง จึงเป็นวัดที่มีความสวยงามอลังการ จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของญาติโยมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญคู่วัดป่าวังน้ำเย็น พุทธศาสนิกชนมากราบนมัสการขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล คือ พระพุทธรูปทรงเครื่อง หน้าตักขนาด 5 นิ้ว 3 องค์ สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ น้ำหนักรวมกว่า 12 กิโลกรัม พระพุทธรูปทองคำทั้ง 3 องค์ วัดจะนำออกแห่รอบเมืองในงานทอดกฐินทุกปี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชาวัดป่าวังน้ำเย็น นอกจากเป็นศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ปัจจุบันยังเป็นสถานที่สำคัญของการท่องเที่ยวทางศาสนาแห่งหนึ่งของเมืองมหาสารคาม พุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกล เข้ามากราบไหว้ขอพรพระพุทธรูปทองคำ เพื่อความเป็นสิริมงคล

วัดป่าหนองชาด

ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 หมู่บ้านหัวหนอง, ตำบลดอนเงิน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม /วัดป่าหนองชาดเดิมเป็นวัดป่า และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของชาวบ้านในพื้นที่ ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหรือ“วิหารคดหมื่นสมเด็จ”ในปัจจุบันพระอุโบสถสร้างด้วยไม้ประดู่ทั้งหลัง ความงดงามผสมผสานศิลปะ 3 ชาติไทย ลาว และพม่าเข้าด้วยกันมีระเบียงคตสีแดง ซึ่งได้มีการนำมวลสารสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศผสมอยู่ในเนื้อปูนพิมพ์รูปองค์พระสมเด็จวัดระฆังติดไว้ที่ผนังทั้งด้านใน และด้านนอกจำนวน28,000 องค์ ด้วยแรงสัทธาปัจจุบันได้มีนักแสวงบุญ และนักท่องเที่ยวที่มีจิตสัทธาได้เดินทางมาขอพรเป็นจำนวนมาก

ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น (รับผิดชอบ จังหวัดขอนแก่น, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์) โทร. 0-4322-7714-6 หรือ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

997 total views, 31 views today