สวัสดีค่ะ พบกันฉบับนี้เป็นอีกทริปที่น่าประทับใจ พาข้ามฝั่งจากโซนตะวันตกค่อนๆทางเหนือของประเทศแคนาดาไปยังตอนกลางค่อนไปทางตะวันออกที่จังหวัด Quebec สัมผัสร่องรอยและอารยธรรมฝรั่งเศสที่รุ่งเรืองบนฝั่งแม่น้ำ St. Lawrence ดินแดนที่เคยรุ่งเรืองในยุคเริ่มต้นก่อนเกิดประเทศแคนาดา โดยชาวฝรั่งเศสเดินทางมายังดินแดนนี้และตั้งรกราก ก่อนเสียดินแดนนี้ให้กับอังกฤษในยุคทองล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ทว่า ณ วันนี้ยังคงกลิ่นอายและสีสันแบบฝรั่งเศส อธิบายถึงหลักฐานความเป็นยุโรปในดินแดนอเมริกาเหนือที่กลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ที่นี่จึงได้สมญานามในอดีตว่า เมืองหลวงของฝรั่งเศสใหม่ ( The former Capital of New France )
ย้อนไปในต้นศตวรรษที่ 17 เป็นการมาถึงของชาวฝรั่งเศส ณ ดินแดนนี้ บนเนินริมฝั่งแม่น้ำที่ชื่อ St. Lawrence ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสได้สร้างความรุ่งเรืองและถือครองดินแดนนี้ โดยการอยู่ร่วมกับชนเผ่าดั้งเดิม อินเดียนแดง กลายเป็นชาติพันธุ์ใหม่ และมีชาวยุโรปหลากหลายสัณชาติเข้ามา ก่อนกลายเป็นสัณชาติแคเนเดียนในเวลาต่อมา พอยุคทองล่าอาณานิคมในปี 1760 ฝรั่งเศสก็เสียเมืองนี้ให้กับมหาอำนาจอย่างอังกฤษ จากนั้นก็อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษตลอดมา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Quebec เมื่อมีการก่อตั้งประเทศแคนาดาขึ้น โดยพื้นที่ชัยภูมิที่เหมาะบนเนินหน้าผาริมฝั่งแม่น้ำ การสร้างเมืองโดยชาวฝรั่งเศสตอนแรกจึงถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ ตัวเมืองที่อยู่บนเนินหน้าผาคือ Upper Town เป็นส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา อาชีพ มีโบสถ์ อาคารที่ทำการภาครัฐ และ Lower Town ถูกสร้างรอบๆอ่าวอยู่ติดฝั่งน้ำ มีที่พำนักชนชั้นเจ้านาย ผู้นำ ในประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นที่ในการป้องกันเมืองขึ้นอย่างดี ทุกสิ่งที่นี่แสดงให้เห็นมากกว่า สี่ศตวรรษ สิ่งปลูกสร้าง สถาปัตยกรรม การวางผังเมือง ณ วันนี้การบริหารจัดการของเมืองยังคงไว้ให้ได้เหมือนในอดีต เป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ที่สวยงาม เป็นหนึ่งดินแดนที่น่าสนใจในประเทศแคนาดา
เรามีเวลาสองคืนกับสองวันที่นี่ โดยเลือกที่พักที่เซ็นเตอร์ของคำว่า เก่าแก่ โรงแรมที่พักเป็นอาคารเก่าที่เคยเป็นที่ทำการของรัฐในอดีต ถูกดัดแปลงให้เป็นโรงแรม ตกแต่งสวยงามที่คงไว้ในแบบคั้งเดิม อันนี้โดนใจสุดๆ ชอบมาก เราใช้เวลาช่วงเย็นวันแรกสำรวจย่าน Old Town หรือ The historic Centre อาคารเก่าสไตล์ยุโรป ( อ้อ ลืมไปว่าคนที่นี่ ส่วนมากพูดและใช้ภาษาฝรี่งเศส แต่กับนักท่องเที่ยวก็สื่อสารอังกฤษได้ ) สิ่งปลูกสร้างส่วนมากเป็นโครงสร้างของอิฐ หิน คงไว้แบบคั้งเดิม สะดุดตาอาคาร ซิตี้ฮอล ใหญ่โตมากเป็นดีไซน์แบบฝรั่งเศส ร้านค้า ร้านอาหาร ถนนคนเดินค่ำคืนเป็นสีสันสไตล์ยุโรป เขตเข้าเมืองเก่ามีประตูเมืองที่ใหญ่มาก แต่ละจุดที่เป็นสวนสาธารณะจะมีรูปปั้นบุคคลสำคัญ ลงเนินไปก่อนสิ้นสุดเขต Upper Town มีโบสถ์รูปทรงแบบปราสาทยอดแหลม และวันนี้กลายเป็นโรงแรม ชาเตอร์แฟร์มอนต์ เป็นสัญญลักษณ์ของเมือง ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่บนเนินหน้าผาของแม่น้ำ St. Lawrence ด้านหน้าเป็นลานกว้างเลียบกับฝั่งเดินเก็บบรรยากาศแสงสีค่ำคืนทั้งฝั่ง Quebec Old Town และเมืองที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามได้แบบชิลๆ
เช้าวันที่สองเราเริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์ที่เคยเป็นบ้านเก่าของ Samuel-De Champlain ผู้นำฝรั่งเศสที่ปกครองเมือง จากนั้นตีตั๋วลงกระเช้ารางลงไปด้านล่างที่เป็นส่วนที่สองของเมืองคือ Lower Town ส่วนนี้เป็นความเก่าแก่ และวิถีชีวิตในยุคฝรั่งเศสเข้ามาแรกๆ ด้านหน้าติดอ่าว มีท่าเรือ บ้านเรือน ร้านค้าหลากสีสัน บางอาคารตามผนังจะมีศิลป ภาพวาด แสคงเรื่องราวในยุคแรกที่ชาวฝรั่งเศสเข้ามา แต่ละที่สร้างอยู่บนไหล่เขาไล่ระดับลงไปหาฝั่งแม่น้ำ เวลาที่เหลือช่วงบ่ายเรากลับขึ้นด้านบน ชมอาคารรัฐสภา ด้านข้างเป็นอีกโรงแรมใหญ่ ติดกับลานจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติ ควิเบค (ที่จังหวัด ควิเบค จะมีวันชาติเฉพาะคือวันที่24 มิถุนายน คนจังหวัดนี้จะเรียกตัวเองว่า ควิเบคเกอร์) ฝั่งตรงข้ามเป็นเนอนหน้าผา ที่ตั้งป้อมปราการในยุคฝรั่งเศสถือครอง ที่นี่ไฮไลน์ค่ะจะมองเห็นวิวด้านล่างและน้ำและโรงแรมชาเตอร์ ได้วิวแบบพาโนรามาเลย
รุ่งเช้าอีกวันไม่อยากกลับเลย แสงแดดสาดส่องยามเช้า ทาบยอดโบสถ์ อาคารสูงตระหง่าน มนต์เสน่จริงๆ ไม่แปลกใจเลยเมื่อรู้ว่า Old Quebec City ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ด้วยศิลปะ สิ่งปลูกสร้าง ความงดงาม ร่องรอยอารยธรรมดั้งเดิมแบบฝรั่งเศส ผู้คนเป็นมิตร ธรรมชาติริมฝั่งแม่น้ำ St. Lawrence เราคงได้กลับมาอีก โลกไม่กว้างอย่างที่คิด กำไลชีวิตคือการเดินทาง พบกันอีก ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

135 total views, 3 views today